วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

บุคลิกภาพในการนำเสนอ


บุคลิกภาพขณะนำเสนอ
บุคลิกภาพขณะนำเสนอ คือ สภาวะทุกอย่างของผู้นำเสนอ ทั้งสภาวะทางกายและจิตใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระทำในระหว่างการนำเสนอ บุคลกิภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญทำให้เรามั่นใจในขณะพูดและทำให้ผู้ฟังเกิดความ รู้สึกประทับใจและสนใจติดตามฟัง โดยไม่รู้สึกเบื่อหรือง่วงนอนก่อนที่เราจะพูดจบ

บุคลิกภาพที่ดีในการนำเสนอนั้นประกอบด้วย
1 การแต่งกาย
2 การใช้ภาษา
3 การใช้เสียง/จังหวะการพูด
4 การแสดงออกที่เหมาะสม

การแต่งกาย(Dressing)
การแต่งกายเป็นจุดแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน เครื่องแต่งกายเป็นตวับ่งบอกถงึบุคลกิ นิสัย ความเป็นมืออาชีพทำให้ผ้ฟังรู้สึกประทับใจก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีอยากติดตาม ฟัง

เทคนิคการแต่งกาย
1 ผม - เล็บตัดสั้น ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
2 เครื่องประดับ - ควรมีแต่พอเหมาะ
3 เสื้อผ้า
- แต่งกายให้สะอาด สุภาพ เรียบร้อย สีเรียบ ไม่ฉูดฉาด
- แต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสถานที่
- ไม่ควรใส่ กระโปรงยาวหรือสั้นเกินไป (สำหรับสุภาพสตรี)

การใช้ภาษา
- ใช้ภาษาให้เหมาะกับกล่ม ผู้ฟัง
- ภาษาที่ใช้ต้องมีความชัดเจน
- ใช้ภาษาที่สุภาพ อักขระถูกต้องและเข้าใจง่าย
- กะทัดรัดได้ใจความ ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย
การใช้เสียง/จังหวะการพูด
-  เป็นธรรมชาติไม่ทุ่มหรือแหลมจนเกินไป
-  พูด ด้วยความเร็วที่เหมาะสม ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป
-  พูดให้ดังและชัดเจน ไม่ใช้ระดับเสียงเดียว
-  รู้จักการใช้เสียงสูงต่ำ ในการเน้นความหมายอย่างเหมาะสม

การแสดงออกที่เหมาะสม
1 การใช้สายตา (Eye Contact)
2 ภาษากาย (Body Language)
        - การนั่งนำเสนอ    -  การยื่นนำเสนอ  - มือ/แขน  - ใบหน้า/สีหน้า

การพูดในที่สาธารณะ


1. ในการพูด สร้างบุคลิกภาพที่ดี   ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร   พิธีกร ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ
    1.1 ด้านภาพลักษณ์
    1.2 ด้านการพูด
    1.3 ด้านปฏิภาณไหวพริบและด้านจิตใจ
2. การเตรียมตัวก่อนการพูด
    2.1 เตรียมเนื้อหา  
    2.2 ฝึกซ้อม  
    2.3 การเตรียมใจ  
3. การใช้ไมโครโฟน (ไมค์)
    3.1 การจัดเตรียมไมค์   
    3.2 วิธีการจัดไมค์ที่ถูกต้องในการพูด
4. การวางท่าทางขณะพูด
    4.1 กรณีที่ยืนตรง  
    4.2 การวางมือ
    4.3 กวาดสายตาไปทั่วห้อง
5. เทคนิคการสร้างความสนใจจากผู้ฟัง
    5.1 การสร้างความคุ้นเคยกบั ผู้ฟัง
    5.2 การตั้งคำถามกับผู้ฟัง
    5.3 ควรมีการยกตัวอย่าง
    5.4 พูด ด้วยน้ำเสียงสูง ต่ำ
    5.5 มีการสอดแทรกมุกตลก
    5.6 มีการนำเสนอแบบหักมุม
    5.7 การใช้กิจกรรมที่ให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม
6. เทคนิคการแนะนำประวัติวิทยากร
    6.1 กล่าวถึงความสำคัญของเนื้อหา
    6.2 กล่าวถึงความสำคัญของวิทยากร 
    6.3 กล่าวถึงลักษณะเด่น
    6.4 กล่าวถึงประวัติการณ์ศึกษา
    6.5 กล่าวถึงตำแหน่งและชื่อสกุล ของวิทยากร
    6.6 เมื่อวิทยากรบรรยายจบ
7. ขั้นตอนการทำหน้าที่พิธีกรในช่วงพิธีการเปิดประชุม /  ฝึกอบรม
    7.1 ไหว้แนะนำตัว
    7.2 กล่าวถึงความเป็นมา
    7.3 เมื่อประธานมาถึง
    7.4 เมื่อประธานพร้อม
เทคนิคการ บรรยายให้มีประสิทธิภาพ
    - ตั้งวัตถุประสงค์ของการบรรยาย
    - กำหนดประเด็นของเนื้อหา
    - อธิบายวัตถุประสงค์ของแต่ละประเด็น
    - กำหนดเนื้อหา และตัวอย่างสำคัญของแต่ละประเด็น
    - การบรรยายแบบจูงใจผู้ฟัง 
    - การเชื่อมต่อประเด็น
    - การสรุปประเด็น
การเตรียมตัวต้องพิมพ์งานนำเสนอในรูปแบบเอกสารสำรองเพื่องานนำเสนอในรูปดิจิตอลไฟล์ผิดพลาด
  เตรียมให้พร้อม ซ้อมให้ดี ท่าทีให้สง่า หน้าตาสุขุม ทักที่ประชุมไม่วกวน เริ่มต้นให้โน้มน้าว เรื่องราวกระชับ ตาจับที่ผู้ฟัง เสียงดังพอดี อย่าให้มีเอออ้า ดูเวลาให้พอครบ สรุปจบให้จับใจ


บุคลิกภาพการแต่งกายกับการนำเสนออย่างสร้างสรรค์


บุคลิกภาพที่ดีต้อง 
    สุขภาพ   ความสะอาด  การยิ้ม
                                      
ความเป็นมาของการแต่งกาย
    1 เป็นวัฒนธรรมของแต่ละชาติ
    2 มีการปลูกฝังต้งแต่ในครอบครัว

ความสำคัญของการแต่งกาย
       1.สามารถสื่อสารได้
       2.ช่วยเสริมบุคลิกภาพ
หลักการแต่งกายที่ดูดี มีเสน่ห์
1         เน้นความเป็นตัวของตัวเอง
2         สะอาด  สุภาพ เรียบร้อย   สวยงาม
3         รู้จักดัดแปลงแก้ไข
4         สร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเอง
ทรงผม 
1         การเลือกทรงผม
2         ความสะอาด 
3         ความเรียบร้อย 
4         เหมาะสม และดูดี 
เสื้อผ้า 
1         สุภาพ 
2         ประณีต  
3         สะอาด 
4         ประหยัด

การดูแลรักษาเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
     1 เสื้อผ้าสำเร็จรูป เลือกที่ตัดเย็บประณีตดูดี ราคาย่อมเยาต้องดูแลรักษาให้ดี ควรซักรีดเอง
    2 ไม่ควรโยนกองเสื้อผ้าในตระกร้าหรือสวมไม้แขวนโลหะ
    3 การเก็บพับอาจทำให้เกิดรอยและเสียรูปทรงได้
   4 เมื่อพบรอยด่างดำหรือชำรุดต้องรีดแก้ไขซ่อมแซมทันที


วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

ปฏิบัติการออกแบบโปสเตอร์ด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop


สร้างข้อความเหมือนควันบุหรี่โดย Adobe Photoshop

    1.พิมพ์ข้อความ
    2. Filter -> Distort -> Rippleตั้งค่า Amount ประมาณ85% Size=Largeแล้วคลิก OKได้เลย
    3. double click ที่ layer text แล้วเลือกที่ Satin ตั้งค่าต่างๆ
    4. รูปก็จะออกมา
    5. จากนั้น click ขวาที่ layer text แล้วเลือก Duplicate layer แล้วตั้งค่า layer นั้นเป็น Muliply และ Opacity เป็น 20% จากให้ให้คลิกที่ layer text อันแรกแล้วไปที่ Filter ---> Blur --->  Gaussian Blur ตั้งค่าเป็น 1.6
    6. เลือก Pencil tool แล้วลากเว้น
    7. Filter -> Distort ---> Ripple ตั้ง Amount = 85% Size = Large แล้วคลิก OK ได้เลยค่ะจากนั่นให้ไปที่ Filter ---> Blur ---> Gaussian Blur แล้วตั้งค่าเป็น 1.4
    8. Click ขวาที่ layer ที่เราคัดลอกมาแล้วเลือก Blending Options แล้วเลือกที่ Color Overlayแล้วทำการตั้งค่าตามด้านล่าง
9. เสร็จเรียบร้อย
  
เทคนิคการRetouchด้วย Photoshop CS3 เพื่อใช้ในงานโปสเตอร์
     วิธีการใช้โปรแกรรม Photoshop  CS3
โปรแกรมตกแต่งภาพ
ด้วยการRetouchเพื่อการตกแต่งภาพด้วยการตัดภาพให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยภาพBackgroundกับภาพนางแบบซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในการออกแบบงานกราฟิกประเภทโปสเตอร์หรือโบว์ชัวร์ได้


ขั้นตอนที่ 1 เปิดภาพทิวทัศน์ที่ต้องการด้วยโปรแกรม Photoshop CS3
ขั้นตอนที่ 2 เปิดภาพนางแบบที่ต้องการ(ภาพที่ใช้สำหรับการศึกษา)
ขั้นตอนที่3 ทำการSELECTส่วนของภาพนางแบบที่ต้องกา

ขั้นตอนที่4 ทำการmore ภาพนางแบบมาวางบนภาพทิวทัศน์

ขั้นตอนที่5 เลือก add vector mask ด้านล่างขวาบน menu layer

ขั้นตอนที่6 จะปรากฎสัญลักษณ์บนlayer ของนางแบบแล้วใช้ eraser tool หรือยางลบ ลบส่วน

ต่างๆของภาพนางแบบที่ไม่ต้องการเพื่อให้มองทะลุเห็นภาพ background ที่เป็นทิวทัศน์ซึ่ง

สามารถเพิ่มลดขนาดของ brush ได้ด้วยการกด    "บ"และ"ล"




วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

โปสเตอร์ หนังสั้น

โปสเตอร์หนังสั้น ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
เรื่อง พิษรัก
ทีม   ไม้ขีดไฟ


วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

การออกแบบโปสเตอร์

โปสเตอร์ (Poster) หมายถึง สิ่งพิมพ์ที่ที่เป็นแผ่นเดียวมีขนาดใหญ่หรือเล็กแล้วแต่ผู้จัดทำ ใช้ติดตามสถานที่ต่าง ๆ ในแนวตั้ง เช่น ผนัง ตู้กระจก เสาไฟฟ้า ฯลฯ มีเนื้อหาสาระเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการหรืองานอื่นๆที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่แล้วมักนำเสนอเพียงแนวความคิดเดียวเป็นหลักใหญ่
ประโยชน์ของโปสเตอร์
1. โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาสินค้า/บริการ งานต่างๆ งานดนตรี ภาพยนตร์
2. เพื่อใช้ในการศึกษานำเสนอสาระใดสารหนึ่ง
3. เพื่อเป็นสื่อการสอนอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ
4. นำเสนอผลงานทางวิชาการ
ลักษณะของภาพโปสเตอร์ที่ดี
1. รูปแบบต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
2. มีลักษณะ เด่นชัด มองเห็นสะดุดตา
3. ข้อความนั้นต้องสั้น กระชับได้ใจความ
4. รูปภาพเร้าความสนใจ ชวนติดตาม
5. มีการสื่อความหมายได้ตามวัตถุประสงค์
6. แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์
7. มีขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นได้ในระยะไกล
8. ในเรื่องการนำเสนอต้องมีข้อมูลเพียงเรื่องเดียวและที่สำคัญตรงประเด็น
ส่วนประกอบของโปสเตอร์
1. ข้อความพาดหัว
2. รายละเอียด
3. รูปภาพประกอบ
4. คำขวัญ/สโลแกนเพื่อจูงใจ/ข้อความลงท้าย
5. โลโก้ของหน่วยงานเจ้าของโปสเตอร์
ขั้นตอนการออกแบบโปสเตอร์
1. ศึกษารายละเอียดและวิเคราะห์ข้อมูลที่จ าเป็นที่ต้องการสื่อสาร
2. นำข้อมูลที่ต้องการสื่อสารมาออกแบบร่าง
3. เลือกรูปแบบและการวางผัง (Layout) ที่เหมาะสมกับงาน
4. ทำการวางแบบเลย์เอ้าท์นำส่วนประกอบต่างๆมาลองวางลงในหน้ากระดาษ เพื่อดูว่ามีมากพอหรือไม่ ต้องการเพิ่มเติมส่วนใด หรือต้องตัดอะไรออก ดูความเข้ากันของส่วนประกอบทั้งหมดโดยใช้องค์ประกอบศิลปะช่วยในการจัด
5. กำหนดลักษณะของส่วนประกอบต่างๆของงานที่เหมาะสม เช่น แบบ ขนาดของตัวอักษรที่ใช้ในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อหา
6.การทำต้นฉบับเหมือนพิมพ์ อาร์ตเวิร์ค (artwork) น าแบบร่างที่ลงตัวถูกต้องแล้ว มาทำให้เป็นขนาดเท่าของจริง ทั้งภาพและตัวอักษร ช่องไฟ และงานกราฟิคทุกอย่าง ซึ่งปัจจุบันจะใช้โปรแกรมจัดทำอาร์ตเวิร์ค เช่น Adobe Indesign, Illustrator เป็นต้น
7. ทำการตรวจทาน ดูความถูกต้องของภาษา ความเหมาะสมของรูปภาพ และการจัดวาง
8. แก้ไขรายละเอียดและปรับแต่งขั้นสุดท้าย นำส่งโรงพิมพ์เพื่อทำการจัดพิมพ์ต่อไป
หลักการออกแบบโปสเตอร์
1. ตัวอักษรต้องตัดกับพื้นหลัง
2. ไม่ควรใส่ข้อความแน่นหรือมีจำนวนมากเกินไป
3. ควรคำนึงถึงหลักทฤษฎีสีและศิลปะในการออกแบบ
4. ควรเว้นระยะขอบประมาณ 0.5 ซ.ม.
5. ภาพให้เหมาะสมกับเนื้อหา
ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์
1. รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โปสเตอร์งานพิมพ์โปสเตอร์จะมีรูปร่างเป็นกระดาษแผ่นเดียว กระดาษที่ใช้ไม่หนามาก การพิมพ์บนโปสเตอร์จะมีที่พิมพ์เพียงด้านเดียว
2. ขนาดของงานพิมพ์โปสเตอร์
ขนาด 15”x 21”, 10.25”x 1517”x 23.5”(A2), 11.75”x 17”(A3), 8.25”x 11.75”(A4)สำหรับขนาดอื่นที่มิได้กล่าวไว้ อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่น
3. กระดาษที่ใช้สำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์ก    ระดาษปอนด์ 100 แกรมขึ้นไป    กระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 120 แกรมขึ้นไป
4. การพิมพ์และตกแต่งผิวบนของงานพิมพ์โปสเตอร์
มีการพิมพ์โปสเตอร์แบบ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า จะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้มักพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท ระบบอิ้งค์เจ็ทหรือระบบดิจิตอล พิมพ์หน้าเดียวสามารถพิมพ์โปสเตอร์เคลือบUV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV ปั๊มนูน (Embossing) ปั๊มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stam)
5. เพิ่มเติมสำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์สามารถทำการปั๊มไดคัท (Die-cut) เป็นรูปต่างๆขึ้นอยู่กับการออกแบบ
6. การปรู๊ฟงานพิมพ์โปสเตอร์จากโรงพิมพ์ฯปรู๊ฟจาก Computer Printer หรือผ่าน Fax สำหรับงานสีเดียว หรือ สองสีควรปรู๊ฟแบบ Digital Proof หรือ ปรู๊ฟจากแท่นปรู๊ฟหากเน้นเรื่องสีสันซึ่งจะถูกนำมาใช้เปรียบเทียบกับงานพิมพ์จริง
7. ระยะเวลาการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์สำหรับโรงพิมพ์ฯส่งมอบภายใน 3 5 วันหลังจากลูกค้าอนุมัติปรู๊ฟแล้ว

การใช้โปรแกรม Windows Movie Maker

การใช้โปรแกรม Windows Movie Maker
1. เขาไปที่ Manu Start
2. เลือกไปที่ Program File
3. เลือกไปที่โปรแกรม Windows Movie Maker
4. เลือกภาพที่ต้องการจะตัดต่อโดยเลือกที่ Manu Import Pictures
5. เลือกไปยัง File ที่จัดเก็บรูปภาพไว้
6. จะปรากฏ File ต่างๆ ที่จัดเก็บไว้
7. เลือก File รูปภาพที่ต้องการตัดต่อ
8. เลือก Import
9. จากนั้นให้เลือกภาพที่ต้องการตัดต่อมาวางที่ Show storyboard โดยรูปภาพที่ต้องการตัดต่อนั้น
ให้วางตรงช่อง Video โดยการใช้เมาส์คลิกแช่ไว้ตรงรูปภาพที่ต้องการแล้วลากมาตรงช่อง Video
10. วิธีการเพิ่ม Video Effects ในภาพที่ต้องการตัดต่อโดยการคลิกเมาส์ด้านซ้ายมือตรงภาพที่เลือกที่จะตัดต่อ จะมี Manu ปรากฏขึ้นให้เลือก Video Effects
11. หลังจากที่เลือก Video Effects บนหนาจอจะโชว์ Effects ให้เลือก คลิกเลือก Effects
ที่ต้องการ แล้วกด Add ตอบ OK
12. วิธีการใส่ Video Transitions ระหว่างภาพที่ต้องการตัดต่อ โดยการเลือกที่
VideoTransitions บนหน้าจอ
13. จากนั้นหน้าจอจะปรากฏ Transitions ให้เลือก Transitions ที่ต้องการให้เมาส์คลิกแช่ตรง Transitions ที่ต้องการแล้วลากไปวางระหว่างภาพที่จะตัดต่อ
14. การ Import audio or music (การลงเพลง) โดยการการเลือกไปที่ Manu Import audio
or music จากนั้นเลือกไดร์ที่จัดเก็บ File เพลง ตรง Lock In เลือก File เพลงที่ต้องการ
แล้วเลือก Import
15. ใช้เมาส์คลิกลากเพลงที่ต้องการมาวางตรงช่อง Audio Music
16. วิธีการแทรกข้อความบนภาพที่ต้องการตัดต่อโดยการเลือกที่ Manu titles or cardits
จากนั้นหน้าจอจะปรากฏรูปแบบให้เลือก ให้เลือกรูปแบบตามที่ต้องการ
จากนนพิมพ์ข้อความที่ต้องการแทรกลงบนภาพที่ต้องการตัดต่อแล้วไปที่ Manu edit title text
เลือกรูปแบบการโชว์ข้อความ
จากนั้นให้เลือกไปที่ Manu Change the text font and color เพื่อกำหนดแบบข้อความ
แบบตัวอักษร/ ขนาดตัวอักษร /สีตัวอักษร ที่ต้องการแทรกลงในภาพที่ตัดต่อ
เป็นการเสร็จสิ้นการเพิ่มตัวอักษร